กฎแห่งการหว่าน | เรียนรู้เพื่อความสำเร็จของคุณ Picture by Jess Foami / Download from pixabay.com
21 April

กฎแห่งการหว่าน | เรียนรู้เพื่อความสำเร็จของคุณ

Written by 

"ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จ (อาจไม่) อยู่ที่นั่น ถ้าคุณไม่เข้าใจกฎแห่งการหว่านดีพอ"

 

มีใครเคยปลูกต้นไม้เพื่อหวังเก็บเกี่ยวผลของมันบ้างครับ แล้วเคยสังเกตกันหรือไม่ครับ ว่ามันมีกฎอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้น

 

วันนี้ผมขอประยุกต์เอาสิ่งที่คุณจะพบได้ทั่วไปในการหว่่านพืชหวังผล ให้กลายมาเป็น #กฎแห่งการหว่าน ในโลกธุรกิจกันนะครับ

 

(1) หว่านสิ่งใด เก็บเกี่ยวสิ่งนั้น 

 

มีใครเคยหว่านเมล็ดมะม่วง แล้วได้เป็นต้นทุเรียนหรือไม่ครับ

แล้วมีใครหว่านเมล็ดข้าว แล้วได้เป็นต้นองุ่นหรือเปล่าครับ

เรื่องนั้นมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วใช่ไหมครับ

เช่นเดียวกันกับในโลกธุรกิจและชีวิตจริงเลยครับ

ไม่เคยมีใครหว่านความขี้เกียจแล้วได้เก็บเกี่ยวความสำเร็จ

ไม่เคยมีใครผลิตสินค้ามั่วๆ แล้วได้เก็บเกี่ยวความประทับใจจากลูกค้า (ไม่เชื่อลองดูดราม่า มือถือสัญชาติจีนรายใหญ่ ที่กล้องดีสุดใจ แต่ดันใส่เมมแบบให้คนลุ้นเอาเองว่าจะได้ตัวดีตามที่คุยไว้หรือเปล่า)

#หว่านความพยายามได้เก็บเกี่ยวความสำเร็จ

กฎข้อนี้ไม่มีใครบนโลกนี้เปลี่ยนแปลงได้จริงๆ ครับ

แล้วทำไมบางคนหว่านความพยายามแล้ว ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวความสำเร็จล่ะ ต้องติดตามกฎข้อต่อๆ ไปด้วยนะครับ


(2) การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จำเป็น

 

จริงๆ อยากใช้คำว่า "ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่มีวันได้เก็บเกี่ยวผลลัพธ์" แต่ก็รู้สึกว่ามันอาจแรงไปสำหรับใครบางคนครับ 

ถ้าเราลองส่องดูเมล็ดพืชหลังจากที่หว่านลงไป คุณก็จะได้เห็นครับว่า เมล็ดนั้นมีการเปลี่ยนแปลง เมล็ดพันธุ์เปลือกแข็ง จะต้องปล่อยให้เปลือกโดนย่อยสลายหรือแตกออกก่อน จึงจะกลายเป็นต้นอ่อนที่งอกขึ้นมาได้

ตอนแรกเป็นเพียงต้นอ่อนที่อยู่ใต้ดินก็ดูสบายดี ไม่ต้องทนร้อนทนฝน หรือหวาดกลัวกับนก หนู แมลงต่างๆ แต่ถ้าต้นอ่อนไม่ชูยอดตัวเองขึ้นมาให้พ้นจากดิน ไม่นานมันก็จะตายไป

เช่นเดียวกัน #ความสำเร็จต้องการการยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ของคุณ

คิดง่ายๆ ครับ ถ้าสิ่งที่เราเป็นอยู่ สิ่งที่เราทำอยู่ในวันนี้ มันทำให้เราสำเร็จได้ ป่านนี้เราก็สำเร็จไปแล้วสิ

#คิดแบบเดิมทำแบบเดิมย่อมได้ผลเหมือนเดิม

ถ้าอยากเก็บเกี่ยวความสำเร็จ คุณต้องยอมกระเทาะเปลือกแข็งๆ ของตัวเองออก เพื่อให้ต้นอ่อนของความสำเร็จ งอกเงยขึ้นมาจากตัวคุณให้ได

และเมื่อได้ต้นอ่อนมาแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าแต่เก็บมันไว้ใต้ดิน เก็บมันไว้แค่ในใจหรือในความคิด เพราะกลัวว่ามันจะล้มเหลว แล้วเสียหน้าเสียใจ

ใช่ครับ ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าไม่ลองลงมือทำแล้ว ยังไงก็ไม่มีวันสำเร็จ

ตัดสินใจลองลงมือทำ ยังพอมีโอกาสสำเร็จบ้าง 

#อยากสำเร็จต้องกล้าเสี่ยง
#อย่าปล่อยให้ความกลัวมาครอบงำคุณ

 


(3) กว่าจะออกผล ต้องรอเวลา

 

มีใครหว่านเมล็ดข้าววันนี้ แล้วได้เก็บเกี่ยวข้าววันพรุ่งนี้เลยไหมครับ

เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วใช่ไหมครับ ใครเคยปลูกข้าวก็จะรู้ว่าต้องใช้เวลาประมาณ 4 เดือนกว่าจะได้เก็บเกี่ยวผล

แล้วถ้าเป็นมะม่วงล่ะ 4 เดือนพอไหม ทุเรียนล่ะ มังคุดล่ะ ยางพาราล่ะ ฯลฯ

แน่นอนว่า พืชต่างพันธุ์ก็ย่อมใช้เวลางอกเงยเติบโตก่อนถึงวันที่สามารถเก็บเกี่ยวผลได้แตกต่างกัน

คุณไม่สามารถบอกมะม่วงได้ว่า "เฮ้ย!! ทำไมไม่โตให้เร็วเหมือนข้าวล่ะ" 

ถ้ามะม่วงตอบคุณได้ คงจะตอบว่า "ข้าวมันเกี่ยวได้เร็วก็จริง แต่เกี่ยวครั้งเดียวก็หมดไป ต้องปลูกใหม่นะ แต่เรามะม่วง ใช้เวลานานกว่า แต่ออกผลได้เรื่อยๆนะ อยากได้แบบไหน" 

เช่นเดียวกับความสำเร็จของคนเราครับ

บางคนมองเพื่อนแล้วก็นั่งอิจฉา ว่าทำไมมันสำเร็จเร็วจัง มีเงินเดือนสูง รถหรู บ้านสวย ทั้งที่ก็เริ่มทำงานมาพร้อมๆ กับเรา แต่เรายังไม่มีอะไรเลย

แล้วก็มานั่งบ่นตัวเองว่า ทำไมสำเร็จช้าจัง ไม่เหมือนเพื่อนคนนั้นเลย

นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการไปบ่นมะม่วงว่าโตช้ากว่าข้าวแหละครับ

ให้ตระหนักเสมอว่า เรากับเขามันคนละพันธุ์ อาจเร็วช้าไม่เท่ากัน หรือเก็บเกี่ยวปริมาณได้ไม่เท่ากัน 

แต่อย่าลืมว่า #นิยามความสำเร็จ ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วย คุณจะมัวไปสนใจทำไมว่าเขาสำเร็จแบบไหน เร็วขนาดไหน ถ้าความสำเร็จนั้นมันไม่ใช่ของคุณ

เอาเวลานั่งอิจฉา แล้วบ่นต่อว่าตัวเอง มาใช้ในการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตัวเอง วางแผนแล้วลงมือทำ เพื่อความสำเร็จของตัวเอง จะดีกว่านะครับ

 


(4) ผลที่ได้เก็บเกี่ยว จะมากกว่าเมล็ดที่หว่านลงไปหลายเท่า

 

 

เมล็ดข้าวหนึ่งเมล็ดที่งอกขึ้นมาเป็นต้น จะออกมาเป็นรวง ซึ่งในหนึ่งรวงนั้น มีเมล็ดข้าวอยู่เยอะแยะมากมายจนขี้เกียจนับกันเลยทีเดียว

 

มะม่วงหนึ่งต้นเองก็เหมือนกัน ปีไหนลูกดกๆ นี่ นับไม่ไหวกันเลยครับ

 

หลายคนรู้สึกว่าสิ่งที่ได้ทุ่มเทพยายามลงไป มันมากเกินไปหรือเปล่า แล้วผลลัพธ์ที่ได้เก็บเกี่ยว จะคุ้มค่่าพอหรือไม่

 

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทั้งของตัวเอง ของลูกศิษย์ที่ผมสอน และของลูกค้าที่ผมคอยให้คำปรึกษา ผมพบว่า

 

คำถามว่า จะคุ้มไหม มักจะโผล่มาตอนที่ได้ทุ่มเทพยายามทำลงไปสักระยะหนึ่งแล้วมันยังไม่เห็นผล จนเริ่มท้อ

 

จริงๆ แล้ว ผมว่าตอนเริ่มต้น ทุกคนต่างก็มั่นใจ ว่าผลลัพธ์ที่ได้มันจะคุ้มค่าแน่นอน แต่ระยะเวลาที่เนิ่นช้ามันค่อยๆ บั่นทอนความมั่นใจของเราลง จนมาถึงจุดที่ถามตัวเองว่า 

 

"มันจะคุ้มไหม"

 

 แปลง่ายๆ ว่า นี่เรายังจะพยายามดันทุรังทำต่อไปไหม

 

ทุกครั้งที่เกิดคำถามนี้ ลองถามตัวเองก่อนสิครับว่า ถ้าคิดว่ามันไม่คุ้ม แล้วตอนแรกเริ่มต้นลงมือทำทำไม

 

เราเริ่มต้นทำเพราะมั่นใจว่ามันคุ้มไม่ใช่เหรอ สิ่งนี้มันดึงดูดใจเรา มันทำให้เรารู้สึกว่า #ไม่ทำไม่ได้ จนเราต้องยอมทิ้งทุกอย่างแล้วมาทำมัน 

 

แล้วทำไมวันนี้ แค่ความเหนื่อยล้าเล็กๆ น้อยๆ จะมาทำให้เรายอมถอยซะแล้วล่ะ 

 

จากประสบการณ์ของผม ขอบอกเลยครับว่า คนที่ผ่านจุดนี้ไปได้ ทุกคนต่างก็แฮปปี้มีความสุข แล้วก็กลับมาบอกผมเสมอว่า 

 

"ดีนะที่วันนั้นสู่ต่ออีกนิด ถ้าหยุดไปคงเสียใจไปทั้งชีวิตแน่เลย"

 

ไหนๆ ก็เริ่มต้นมาแล้ว มาทำจนมันสำเร็จ แล้วค่อยตอบตัวเองวันนั้นก็ได้ครับว่า คุ้มไหม

 

ผมเชื่อว่าจะได้ยินคำตอบว่า "คุ้มมากเลย" จากปากของคุณครับ

 

 

 


(5) ดินที่หว่าน มีผลกับปริมาณที่ได้เก็บเกี่ยว

 

อ่านมาถึงตรงนี้ บางคนอาจมีคำถามว่า มันจะได้ผลทุกครั้งตามที่ว่ามาเลยเหรอ คำตอบคือ ก็ไม่แน่เสมอไปครับ ยังมีกฎข้อสุดท้ายที่รอให้คุณอ่านอยู่

เคยสังเกตไหมครับว่า พืชบางอย่าง ปลูกในภาคกลางเติบโตเกิดผลดี พอเอาไปปลูกภาคเหนือ กลับแทบไม่สามารถเก็บเกี่ยวอะไรได้

ผลไม้บางอย่าง เราคัดเลือกพันธุ์มาอย่างดี ทุ่มเทพยายามฟูมฟักบ่มเพาะมันอย่างเต็มที่ ก็ไม่เห็นมีผลสักที มีแต่ใบ

คำตอบง่ายๆ ก็คือ คุณปลูกมันผิดที่ยังไงล่ะครับ

ดินภาคกลางกับดินภาคเหนือ หรือภาคอีสานกับภาคใต้ หรือญี่ปุ่นกับไทย คุณภาพดินไม่เหมือนกัน

ไม่ใช่ว่าดินที่ไหนดีกว่ากัน แต่แค่ว่ามันเหมาะสมสำหรับเมล็ดพันธุ์ที่เรากำลังปลูกอยู่หรือไม่

เช่นเดียวกัน ความพยายามลงทุนลงแรงที่เราทำไป จะเก็บเกี่ยวผลได้มากน้อยเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับว่า ดินนั้นเหมาะสมหรือไม่เช่นกันครับ

บางบริษัทต้องการทำโครงการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้เป็นแบบ Paperless ข้อมูลทุกอย่าง เอกสารทุกชนิดให้อยู่บนโลกออนไลน์ทั้งหมด

แต่ลืมนึกไปว่า พนักงานของตัวเองมีแต่รุ่นใหญ่ ทั้งไม่เข้าใจระบบไอที และยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีเพียงพออีกต่างหา

นวัตกรรมบางอย่างน่าสนใจมาก มีคุณสมบัติที่โดดเด่นพอที่จะเปลี่ยนโลกได้

แต่กลุ่มลูกค้าที่บริษัทอยากได้ กลับยังไม่เข้าใจ ไม่มีความรู้ และบางครั้งต้องบอกว่า ยังไม่มีความสนใจเลยด้วยซ้ำ

แบบนี้เรียกว่า ดินไม่เหมาะสมครับ

อ้าว แล้วอย่างนี้ทำอย่างไรล่ะ มีอะไรที่ดีกว่า #ทำใจ ไหม

มีสิครับ

ก็เหมือนการปลูกพืชอีกนั่นแหละ ถ้าดินไม่เหมาะสม ต้องทำอย่างไร ก็ต้องเตรียมดิน/ปรับดิน ไงล่ะครับ

ถ้าพนักงานยังไม่พร้อม ก็ต้องให้ความสนใจกับการเตรียมพนักงานให้พร้อมก่อน ถ้าลูกค้ายังไม่พร้อม ก็ต้องทุ่มเทกับการกระตุ้นลูกค้าให้พร้อมก่อน นี่ก็คือการเตรียมดินเพื่อเพาะปลูกครับ

เมื่อดิน (ลูกค้า พนักงาน ฯลฯ) เริ่มพร้อมแล้ว คุณก็สามารถเริ่มต้นทยอยหว่านเมล็ดพันธุ์ได้ ช่วงแรกอาจเก็บเกี่ยวได้น้อยหน่อย เพราะดินกำลังอยู่ระหว่างการปรับสภาพ 

แต่เมื่อเริ่มหว่านรอบสอง รอบสาม สภาพดินจะเริ่มเข้าที่มากขึ้น จนพร้อมที่จะให้คุณเก็บเกี่ยวผลลัพธ์แบบเต็มที่ได้ในที่สุดครับ

ดังนั้น ก่อนจะหว่านเมล็ดพันธุ์ลงไป อย่าลืมใส่ใจตรวจเช็คสภาพดินก่อนนะครับ

Read 492 times Last modified on Saturday, 22 April 2017 21:50
Rate this item
(0 votes)

Leave a comment

Make sure you enter all the required information, indicated by an asterisk (*). HTML code is not allowed.